4 ปัจจัยที่จะกำหนดราคาโฆษณาใน Facebook

fb

4 ปัจจัยที่จะกำหนดราคาโฆษณาใน Facebook

ราคาค่าโฆษณาเป็นหนึ่งในสิ่งที่หลายๆคนมักจะรู้สึกกังวลมากๆ โดยเฉพาะการทำโฆษณาใน Facebook ที่ราคาถูกกำหนดจากการประมูลเพื่อแย่งชิงพื้นที่โฆษณาจากกลุ่มเป้าหมาย ทำให้ราคาค่าโฆษณาสามารถเป็นไปได้อย่างหลากหลาย บางคนจ่ายเท่ากันแต่ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะแตกต่างกันไปลิบลับ

การ Optimize โฆษณาเพื่อเพื่อให้จ่ายค่าโฆษณาต่ำที่สุดย่อมเป็นสิ่งที่ผู้ลงโฆษณาทุกคนต้องการเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับเว็บไซต์ E-commerce ที่การลดค่าโฆษณานั้นหมายถึงการลดต้นทุนที่เราต้องจ่ายให้กับการขายสินค้าให้เหลือน้อยลงไปด้วย

ไม่ว่าจะต้องการคุณจะต้องการลดค่าใช้จ่ายต่อคลิกให้ถูกลง (Cost per Click) หรือ ต้องการจะลดค่าใช้จ่ายในการแสดงโฆษณาให้ครบหนึ่งพันครั้ง (Cost per 1,000 Impressions) การจะลดราคาโฆษณาให้ถูกลงได้ มันจะขึ้นอยู่กับ 4 ปัจจัยด้านล่างนี้ และไม่ใช่แค่การปรับข้อใดข้อหนึ่งเท่านั้นแต่ควรจะปรับทั้ง 4 ข้อไปพร้อมๆกันเลย

ถึงแม้ผู้ลงโฆษณา 2 คนจะลงประมูลด้วยราคาที่เท่ากัน หรือ ต่อให้ใช้ Auto Bid เหมือนกันทั้งคู่ก็ตาม ราคาที่จะต้องจ่ายต่อ 1 คลิกหรือจ่ายต่อ 1,000 impressions ไม่จำเป็นจะต้องเท่ากัน (และโดยปกติแล้วมักจะแตกต่างกันมากๆ) เพราะมันขึ้นอยู่กับว่า Relevance Score ของโฆษณาแต่ละชิ้นเป็นอย่างไร, Result rate ที่ได้จากโฆษณาดีหรือไม่ ราคาโฆษณาจะไม่ถูกกำหนดจากจำนวนเงินที่ลงประมูลอย่างเดียวเท่านั้น 4 ข้อด้านล่างนี้จะช่วยลดราคาโฆษณาให้ถูกลงได้

  1. สร้างโฆษณาที่คนอยากมีส่วนร่วม: เมื่อพูดถึง Relevance Score ก็หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงตัวโฆษณาไม่ได้ เพราะ Facebook บอกเองว่า Relevance Score นั้นคิดมาจาก Feedback ที่ได้รับจากโฆษณา และการที่โฆษณามีคนกดไลค์ แชร์ แสดงความคิดเห็น คลิกเข้าไปอ่านต่อ กดปุ่ม Call to action และอื่นๆ นั่นแสดงถึงความน่าสนใจของตัวโฆษณาที่มีต่อคนที่เห็นด้วย และ Facebook ก็จะให้รางวัลกับโฆษณาที่ดีด้วยการเพิ่ม Relevance Score ให้สูงยิ่งขึ้น
  2. เลือกกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับสินค้า: ผู้ใช้ Facebook แต่ละคนมีความสนใจไม่เหมือนกัน ถ้าเราจ่ายเงินเพื่อเอาโฆษณาที่ไม่ตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมายไปแสดงให้เขาเห็น เขาก็จะเลื่อนจอหนีไป ไม่มีใครได้รับประโยชน์จากเหตุการณ์แบบนี้ การเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ดีจะส่งผลต่อ Engagement ที่เกิดขึ้นกับตัวโฆษณาด้วย ยิ่งโฆษณามี Positive Feedback ที่ดีก็ยิ่งส่งผลให้โฆษณาชิ้นนั้นมี Relevance Score ที่สูงขึ้นตามไปด้วยและจะทำให้เราจ่ายโฆษณาต่อหน่วยน้อยลง นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าการกำหนดกลุ่มเป้าหมายคืองานที่กินเวลาเกือบ 70% ของการสร้าง Ad set
  3. ควบคุมการทำ Ad Delivery ให้ดี: อีกหนึ่งสิ่งที่ส่งผลต่อราคาที่ต้องจ่ายค่าโฆษณาก็คือการเซ็ตอัพส่วน Ad Delivery ให้เหมาะสม เวลาเราสร้าง Ad set เรามีตัวเลือกว่าจะให้ระบบกระจายโฆษณาของเราอย่างไร ซึ่งเป็นการกำหนดพฤติกรรมในการทำ Distribution ของโฆษณาที่อยู่ภายใน Ad set นั้น อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเราทำโฆษณาโดยใช้ Objective แบบ Click to Website แต่เลือก Ad Delivery เป็น Impression นั่นจะทำให้โฆษณาแสดงมาก (เพิ่ม Impression เยอะๆ) แต่ได้รับคลิกกลับมาน้อย พอคิดราคารวมออกมาเป็น CPC ก็จะพบว่าราคาต่อคลิกนั้นแพงมากๆ เช่นเดียวกันกับเวลาทำโฆษณา Boost Post แล้วอยากได้ Engagement เยอะๆแต่ดันเลือก Ad delivery เป็น Reach แล้วแบบนี้มันจะได้ Engagement เยอะๆได้อย่างไร?
  4. ตำแหน่งของโฆษณา (Placement): การเลือก Placement ที่จะแสดงโฆษณาก็ส่งผลต่อราคาที่เราจะต้องจ่ายเช่นเดียวกัน แน่นอนว่าตำแหน่งที่โฆษณาจะเกิด Engagement มากที่สุดมักจะเกิดขึ้นในตำแหน่ง News feed แต่หลายๆครั้งมันก็เป็นตำแหน่งที่มี Cost สูงที่สุดด้วยเช่นกัน เพราะมันเป็นเรื่องของ Demand and Supply ยิ่ง News feed มีความต้องการมาก ราคาที่จะต้องจ่ายก็ย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย ตัวผมเองพบว่าหลายๆครั้งการเอาโฆษณาไปแสดงใน Right Column กับ Audience Network ช่วยลด CPM ให้ถูกลงได้มาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องบาลานซ์ให้ดีด้วยระหว่างราคาที่ต้องจ่ายกับผลลัพธ์ที่ได้รับกลับมา

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก http://hooktalk.com

โฆษณา

SEO คืออะไร

ทำความเข้าใจกับ SEO (Search Engine Optimization) ว่าคืออะไร มีหน้าที่ และวิธีการทำ SEO อย่างไร  SEO คือ การกำหนดคีย์เวิร์ดให้กับเว็บไซต์ ว่าเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับอะไร เพื่อที่จะให้เว็บไซต์ระบบ Search Engine เช่น Google, Bing, Yandex ค้นหาคีย์เวิร์ด (Keyword) สินค้าและบริการของธุรกิจเรา พบเป็นอันดับต้นๆ ในการค้นหา  ด้วยการปรับแต่งโครงสร้างของเว็บไซต์ รวมถึงกำหนดค่าคีย์เวิร์ด กำหนดโค๊ตต่างๆ ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ และการเขียนเนื้อหาของเว็บไซต์ที่สร้างสรรค์ขึ้นเอง โดยไม่ได้คัดลอกที่อื่น รวมถึงเว็บที่ลิงก์มายังเว็บเรา (Backlink) ก็มีส่วนสำคัญ ที่สร้างคะแนนคุณภาพให้กับเว็บไซต์ของเรา (Page Rank) ทั้งสิ้น  ซึ่งการทำ SEO มีหลากหลายวิธี เพื่อที่จะทำให้ผลลัพธ์คีย์เวิร์ดแสดงผลติดอันดับต้นๆ ของระบบค้นหา ซึ่งการแสดงผลจะแสดงหน้าละ 10 อันดับ ซึ่งการทำ SEO ที่ดีและได้ผลนั้น ควรจะแสดงผลอยู่หน้าแรก แต่ไม่ควรอยู่เกินหน้าที่ 3 จึงจะเห็นผลการติดต่อ

ผลงานเว็บไซต์ร้านอาหารทะเลเดลิเวอรี่

เว็บไซต์ระนองซีฟู้ด

ผลงานการออกแบบเว็บไซต์ระบบร้านอาหารทะเลออนไลน์ ระบบอีคอมเมิร์ช เลือกเมนูอาหาร และชำระเงินผ่านเว็บไซต์ได้ และคำนวณค่าจัดส่งตามระยะทางได้ทันทีผ่านหน้าเว็บไซต์ และรับชำระด้วยบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือบัญชี PayPal เมื่อดำเนินการเสร็จ จะมีอีเมล์แจ้งเตือนทันทีเมื่อมีการสั่งซื้อสินค้า สนใจสั่งซื้ออาหารทะเลเกรดพรีเมียมได้ที่ http://www.ranongseafoods.com

ranongseafoods 2

ทางเราต้องขอขอบคุณทางร้านระนองซีฟู้ด ที่ไว้ใจให้เราเป็นผู้จัดทำเว็บไซต์ของคุณในครั้งนี้ เราจะติดตามประเมิน และปรับปรุงเว็บไซต์ฟรี 30 วัน หลังจากทำเสร็จแล้ว เพื่อระบบที่ใช้งานได้สมบูรณ์ที่สุด

คุณมีเว็บไซต์ แต่ทำไมไม่มีการติดต่อของลูกค้าเข้ามาเลย ไม่มียอดขายจากทางเว็บไซต์เลย?

ผู้ที่มีเว็บไซต์หลายท่านที่คิดว่าเมื่อเรามีเว็บไซต์ของตัวเองแล้ว สามารถค้นหาสินค้าและบริการพบบนกูเกิ้ลแล้ว ก็จะมีลูกค้าติดต่อเข้ามาหาเอง โดยที่เราอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มอีกเลย เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนคุณมีสินค้าเก็บไว้อยู่ที่บ้าน แล้วคุณมีหนังสือแคตตาล็อกสินค้าอยู่เล่มนึง แต่คุณไม่ได้หยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาให้ใครดูเลย ไม่ได้ประกาศให้ใครทราบเลย แล้วจะมีใครที่รู้ว่า คุณขายสินค้าและบริการอะไร ไม่ต่างอะไรกับคุณมีเว็บไซต์ แต่ไม่โปรโมท ไม่ได้บอกใครเลย

aom-seo2

     ถึงแม้ว่าสินค้าและบริการของคุณนั้น สามารถค้นหาพบบนกูเกิ้ล แต่เมื่อมีคนเข้ามาดูเว็บของคุณ ยิ่งเว็บของคุณนั้นเป็นเว็บใหม่ ไม่ได้อัพเดทอะไรเลย ไม่ได้เพิ่มสินค้าใหม่ๆ หรือผลงานบริการอะไรเลย ก็คงจะไม่มีใครกล้าซื้อสินค้า หรือใช้บริการเว็บอย่างแน่นอน เว็บไซต์ถึงแม้หน้าตา และระบบของเว็บจะต้องดีแล้ว จะต้องมีระบบการตลาดออนไลน์ด้วย ด้วยวิธีการโปรโมทเว็บให้เป็นที่รู้จักแล้ว จะต้องสร้างความน่าเชื่อถือของเว็บอีกด้วย

เราให้บริการอย่างมืออาชีพ ยินดีให้คำปรึกษาตลอดระยะเวลาที่ดูแลเว็บให้คุณ สนใจใช้บริการติดต่อได้ที่ 02-047-1268